top of page
Search

HANDMAIDS / WOMENS

  • Writer: AIM EI P.
    AIM EI P.
  • Jan 18, 2019
  • 3 min read

Updated: Jan 28, 2019


เรื่องเล่าของสาวรับใช้ 3,767 ล้านคน

THE HANDMAIDS LIFE IN HANDMAIDS TALES = WOMEN'S REAL WORLD ?



“ในโลกที่รัฐตั้งกฏขึ้นมาว่า ผู้หญิงที่สามารถมีบุตรได้

จะต้องทำหน้าที่ผลิตทรัพยากรโดยการอุ้มท้องบุตรให้กับกองทัพ

และถ้าไม่สามารถตั้งท้องได้ จะถูกบังคับให้ไปทำความสะอาดสารพิษ”

ในโลกทุกวันนี้ที่การแยกระหว่างโลกจริงกับโลกดิสโทเปียช่างยากเหลือเกิน

คุณสามารถจินตนาการเรื่องราวมากมายที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ได้เลย

และคงสามารถคิดถึงสาเหตุที่ทำให้โลกนี้เกิดขึ้นได้เช่นกัน

ความน่ากลัวของโลกในนิยายของ Margaret Atwood อย่าง The Handmiad’s tale ที่ได้พาคุณไปสำรวจเรื่องราวประวัติศาสตร์ของระบบกรผลิตทรัพยากร และการใช้ศาสนาในการขับเคลื่อนระบบนี้ ก็คือ มันช่างดูจริงซะเหลือเกิน จนต้องเผลอคิดไปว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง


ผู้อ่านหลายล้านคนทั่วโลก ล้วนพูดว่านี่อาจเรียกได้ว่าเป็นหนังสือนิยายอิงประวัติศาสตร์ เลยก็ได้ เพราะจะพูดก็พูดเถอะ นี่ไม่ใช่หนังสือ sci-fi เพราะการที่สปอคในstar trek ต่อสู้กับศัตรูในอวกาศ หรือ Luke Skywalker ระเบิดดาวมรณะ ณ ใจกลางกาแล๊กซี่ มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่เป็นเพียงเรื่องราวหนีความจริงที่แสนสนุก แต่ว่าเราทุกคนรู้ว่า การจับเกย์แขวนคอ การเฉือนอวัยวะเพศหญิงสาว การกักขังทำโทษผู้หญิงที่ไปทำแท้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เคยเกิดขึ้นบนโลก อันที่จริงหลายครั้งเกินจะนับแล้วด้วย


ตั้งแต่ที่ประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้เข้ารับตำแหน่งการเป็นผู้นำสหรัฐ โลกของเราก็เข้าสู่สภาวะ เรียกร้องทางสังคมอย่างบ้าคลั่ง หนังสือเรื่องนี้ก็โด่งดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างน่าใจหาย นอกจากจะขึ้นแท่นหนังสือขายดีอันดับต้นๆของโลกแล้ว ยังกลายไปเป็นสัญลักษณ์ในการประท้วงเรียกร้องสิทธิสตรี และการต่อต้านกฎหมายการทำแท้งทั่วโลก หลายคนสงสัยมันเป็นเพราะอะไรกัน? เรื่องราวในหนังสือ 455 หน้า ถึงส่งผลกระทบกับมวลชนได้ขนาดนี้ คำตอบก็คือ โลกของ เรื่องเล่าของสาวรับใช้ เป็นเรื่องราวที่ไม่ได้เพียงแต่สามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่กลับพูดถึงประเด็นเรื่องอำนาจและหน้าที่ บทบาททางเพศ และเหตุการณ์เหล่านั้นล้วนประกอบร่างมาจากสถานการณ์จริงในโลก


อำนาจในยุคกิเลียด เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาหลังสงคราม โลกของเราถูกจัดระเบียบใหม่ ด้วยระบบแบบแผนในหนังสือเล่มนี้ แบ่งคนเป็นหน้าที่เฉพาะ ถูกกำหนดอย่างเคร่งครัด อย่างที่เราเห็นผ่านตัวละคร เช่น ท่านผู้บัญชาการ ภริยา สาวรับใช้ น้า มารธา อสตรี โดยอำนาจเหล่านี้ ล้วนสามารถสะท้อนวาทกรรมแห่งอำนาจของ มิเชล ฟูโกต์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส


มิเชล ฟูโกต์ เคยเสนอแนวคิดที่ว่า พื้นที่ แรกสุดที่อำนาจ เข้าถึงก่อนได้ก็คือ ‘ร่างกาย’ และเมื่อรัฐสามารถจัดการบทบาทของเราผ่านร่างกาย โดยผูกขาดเข้ากับหน้าที่ คุณค่าของมนุษย์ก็ได้ถูกกำหนด ผ่านความสามารถของแต่ละคน ในการสร้างประโยชน์ให้อาณาจักรกิเลียด


อย่างบทบาทหลักที่เราเห็นในเรื่องนี้ สาวรับใช้ เธอถูกกำหนดให้เป็นแรงงานในการผลิตทรัพยากรมนุษย์ หรือตั้งท้องลูก พวกเธอจำต้องทำ เพื่อดำรงชีวิต เพื่อเอาตัวรอดในสังคมนี้ เมื่ออำนาจได้เข้าถึงพื้นที่แรกอย่าง การบังคับร่างกาย ให้เป็นแรงงานแล้วนั้น ความเป็นคน การตั้งคำถามต่อสังคม ล้วนถูกลดทอนไปอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อไม่ใช่เพียงวาทกรรมทางศาสนา หรือ วาทกรรมเรื่องบทบาททางเพศที่ควบคุมร่างกายของผู้หญิงในการให้กำเนิดมนุษย์แต่เป็นอำนาจรัฐและกฏหมาย


แนวคิดของฟูโกต์ นั้นส่งผลถึงเสรีภาพที่กว้างขึ้นในศตวรรษที่20 ทำให้คนมีความมั่นใจในอำนาจของตัวเองมากขึ้น โดยส่งผลโดยตรงถึงคนที่ต่ำต้อยทางเสรีภาพ อย่างผู้ใช้แรงงาน ไปจนถึงผู้หญิงและ LGBTQ+ ในเรื่องเล่าของสาวรับใช้มีการวางโครงสร้างและองค์ประกอบต่างๆ ที่สามารถสะท้อน ประเด็นเหล่านั้นได้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องวาทกรรมผู้มีอำนาจและผู้ต่อต้านอำนาจ ฟูโกต์ให้ความหมายของวาทกรรมว่าเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยสังคม จัดเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ในการเก็บกดปิดกั้นและจัดระเบียบวิธีคิดทางสังคม และในอีกด้านยังถูกใช้เพ่ือต่อต้านอำนาจอีกด้วย เหมือนกับโครงสร้างของเรื่องเล่าของสาวรับใช้ กระบวนการควบคุม กฏระเบียบต่างๆล้วนเป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นไม่ว่าจะจากกิเลียด หรือจากผู้ใต้อำนาจอย่างน้า มารธา สาวรับใช้กันเอง ทำให้เราสามารถย้อนคิดได้ว่า มีอีกกี่วาทกรรมในสังคมเรา ที่ถูกสร้างเพื่อควบคุมวิถีชีวิต ?


คุณสามารถเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนของรูปแบบอำนาจตามทฤษฎีของ ฟูโกต์ได้ผ่านหลายฉาก ของหนังสือโดยเฉพาะตอนต้นเรื่อง ที่มีโครงสร้างในการเขียนเพื่อนำเราเข้าสู่ ภาพอำนาจและบรรยากาศของยุคกิเลียด เช่น ในบทที่ 6 หน้า 59 หลังจากที่ออฟเฟรดได้เดินผ่านศพแขวนคอ


“ ความปกติธรรมดา น้าลิเดียบอก คือสิ่งที่เธอคุ้นเคย สิ่งนี้อาจดูเหมือนไม่ปกติธรรมดาสำหรับเธอในตอนนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันจะเป็น มันจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเอง "


อำนาจของกิเลียดจะเปลี่ยนความรู้สึกของมนุษย์ให้กลับไปสู่ความว่างเปล่าทำให้เรื่องน่าถอยห่างเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ความสำเร็จของกิเลียดไม่เพียงแต่เป็นการทำให้วาทกรรมทางอำนาจเหล่านั้นแนบเนียน และไม่ใช่การทำให้คนเชื่อว่าอะไรถูก แต่เป็นการทำให้คนลืมว่าโลกที่ต่างจากที่เป็นนี้ต้องเป็นอย่างไร ลืมว่าอะไรที่ผิด การทรมานต่างๆนั้นถูกยอมรับได้ เพราะนี่คือโลกที่คุ้นเคยของสาวรับใช้


เมื่ออ่านมาถึงจุดนึงคุณจะรู้สึกเข้าถึงสังคมแบบนี้เสียเหลือเกิน เพราะสถานการณ์แบบนี้ถูกผลิตซ้ำอยู่บ่อยครั้งในสังคมละแวกเดียวกับเราอย่างอาเซียน ในประเทศพม่า ที่ถูกปกครองในรูปแบบเผด็จการทหาร มาตั้งแต่ปี 1962-2011 หรือกว่า50ปี ประชาชนชาวพม่า ไม่ได้ถูกกดขี่ให้แบ่งบทบาทหน้าที่เหมือนในดินแดนดิสโทเปีย แต่ที่พม่าล้วนผ่านวาทกรรมทางการเมืองมากมายที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกครอง และความคล้ายกันของกิเลียดและพม่าอย่างน่าใจหายก็คือ พม่ามีดัชนีการพัฒนามนุษย์ต่ำมาก เป็นอันดับที่ 148 จาก 188 ประเทศ และหากคุณลองมองดีๆ บางปรเเทศตอนนี้ก็เริ่มผลิตวาทกรรมทางสังคม เพื่อชี้นำให้ อยู่ในกรอบศาสนา ไม่แต่งตัวโป๊ ประหยัดน้ำ เพื่อเหตุผลที่เข้าใจได้ยาก จากผู้นำเผด็จการที่ดำรงตำแหน่งมา 3 ปี 240 วันแล้ว


ประเด็นสำคัญที่สอง ที่ในเรื่องนี้ยกขึ้นมาสนทนากับผู้อ่านคือเรื่องของเพศ เรื่องราวของออฟเฟรดเกิดในช่วงเวลาที่มนุษยชาติกำลังจะสูญพันธุ์และรัฐมีอำนาจเหนือร่างกายของประชาชน โดยเฉพาะร่างกายของผู้หญิงที่สามารถให้กำเนิดทรัพยากรที่สำคัญให้แก่ อาณาจักรกิเลียด เนื่องจากอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงถึงขั้นวิกฤติ เป็นการสะท้อนภาพของประวัติศาสตร์ในมุมมองที่เป็นหายนะแง่ร้ายที่สุดแห่งสังคมเสรีนิยม การหวนกลับมาของขั้วอำนาจศาสนา และ การตีตราทางเพศ


ปัญหาหลักของยุคกิเลียดซึ่งคือ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของประชากรโลก ทำให้เราสามารถย้อนนึกถึงสถานการณ์ของอาเซียน ที่มีจำนวนประชากรเพียง 8.6 % ของทั้งโลก โดยเฉพาะ กลุ่มประเทศที่มีภาวะเจริญพันธุ์ต่ำ อย่าง เวียดนาม ไทย และ บรูไนดารุสซาลาม ที่มีอัตราค่า TFR หรือค่าการให้กำเนิดบุตรโดยเฉลี่ยของผู้หญิง 1 คน ตลอดวัยเจริญพันธุ์ อยู่เพียง 2.1(เวียดนาม), 1.8 (ไทย), 1.7 (บรูไน) และในกลุ่มประเทศที่มีภาวะเจริญพันธุ์ต่ำมาก อย่าง สิงคโปร์ ที่มีอัตราการเกิด เท่ากับ 10 ต่อ ประชากรพันคน และมีค่า TFR หรือการให้กำเนิดบุตรโดยเฉลี่ยของผู้หญิง 1 คน ตลอดวัยเจริญพันธุ์ อยู่เพียง 1.2 การมีอัตราการเกิดที่ต่ำขนาดนี้อาจะทำให้เราก้าวเข้าใกล้สู่ปัญหาอย่างกิเลียดก็เป็นได้


เราเห็นอำนาจของรัฐผ่านมุมมองแนวคิดของหญิงสาว ผ่านตัวละครออฟเฟรด อย่างเช่น เหตุการณ์ในหน้า 115 เมื่อออฟเฟรดพูดถึงร่างกายของเธอ


“ ฉันเคยนึกถึงร่างกายของตนเองว่าเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่ง เครื่องมือแห่งความสำราญ เป็นพาหะอย่างหนึ่ง หรือเป็นสิ่งที่ใช้เพื่อบรรลุผลตามเจตนา ... บัดนี้เนื้อหนังได้จัดวางตัวมันแตกต่างไป ฉันกลายเป็นก้อนเมฆที่จับตัวอยู่รอบวัตถุศูนย์กลาง รูปร่างเหมือนลูกแพร์ที่ทั้งแข็งและเป็นจริงเสียยิ่งกว่าตัวฉันเอง ”

สิ่งที่ออฟเฟรดคิดกับร่างกายของตัวเอง และตอนนี้เธอคิดอย่างไร ในเวลานี้เธอคิดว่าเธอสำคัญเพียงเพราะวัตถุศูนย์กลาง มดลูกของเธอ ที่สามารถอุ้มท้องได้ เธอได้รับความคิดของกิเลียดมาแล้ว ว่าเธอนั้นเป็นเพียงสิ่งของ และมดลูกของเธอนั้นเป็นสมบัติของชาติ การเป็นเพศหญิงของเธอมีบทบาทเพียงเท่านี้


ในเมื่อมีมุมมองของบทบาททางเพศของผู้หญิงแล้ว ในเรื่องนี้ก็ได้ใส่ทัศนะทางเพศของเพศชายมาด้วย ซึ่งนั่นเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก อย่างในหน้า 299 เมื่อออฟเฟรดนึกไปถึงเวลาที่ได้พูดคุยกับท่านผู้บัญชาการ


“ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้หญิงเท่านั้น เขาเอ่ย ปัญหาใหญ่อยู่ที่ผู้ชาย ไม่มีอะไรสำหรับพวกเขาอีกแล้ว ... ไม่ว่าใครก็ซื้อเอาได้ ไม่มีอะไรต้องออกแรงไปหา ไม่มีอะไรที่ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มา คุณรู้ไหมว่าพวกเขาบ่นเรื่องอะไรมากที่สุด การขาดความสามารถที่จะรู้สึกได้ไงล่ะ พวกผู้ชายหมดอารมณ์จะมีเพศสัมพันธ์ด้วยซ้ำไป หดอารมณ์กับการแต่งงาน ”


สิ่งที่กล่าวข้างต้นนี้เป็นการสะท้อนถึงความคิดต่อบทบาททางเพศของเพศชาย ในกรณีนี้เขาพยายามพูดถึงบ่อเกิดของกิเลียด เมื่อกระแสสตรีนิยมลุกฮือ ประเด็นบทบาททางเพศถูกพูดถึง มีการปฏิบัติเท่าเทียมกันอย่างกว้างขวาง ทำให้เพศชายไม่มีจุดหมายในชีวิตอีกต่อไป พวกเขาไม่ได้มีบทบาทในการปกป้อง ดูแล บทบาทคุ้มครองผู้หญิงถูกพรากไป แต่เมื่อถึงุคกิเลียด พวกเขาได้กลับมามีอำนาจเป็นทหาร ได้เป็นผู้ให้อีกครั้ง ความหมายของชีวิตก็กลับมา และผู้ชายทุกครั้งล้วนพร้อมจะรับมัน เพื่อให้ได้กลับมาซึ่งความหมายในชีวิตของพวกผู้ชาย กลับทำให้ต้องสูญเสียอิสรภาพของมนุษยชาติทั้งชายหญิง


ประเด็นเรื่องเพศอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญก็คือ ความรุนแรงทางเพศที่ถูกหยิบมาเล่าผ่านกลวิธีต่างๆ สอดแทรกเข้าไปในบทสนทนา ตัวละคร ระบบ และ โครงเรื่อง การที่เพศหญิงได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพและอยู่อย่างปลอดภัยไร้ความรุนแรง เพราะในอาณาจักรกิเลียดโทษของการข่มขืนนั้นร้ายแรง ถึงกระนั้นแม้กิลเลียดจะพูดว่าเขากดยับยั้งความรุนแรงทางเพศอันโหดร้ายเอาไว้ แต่แท้จริงแล้ว ความรุนแรงทางเพศในรูปแบบที่น่ากลัวที่สุด กลับถูกรวมเข้าไปในกระบวนการยุติธรรม การทำให้สิ่งเหล่านั้นถูกกฏหมาย อย่างที่เราเห็นจากหลายฉาก เช่น ที่เยเซเบล สถานที่ซึ่งจัดการมอบบริการโสเภณีให้กับชายชั้นสูงหรือเหล่าผู้บัญชาการ หรือแก่นที่สำคัญที่สุดของสถาบันสังคมนี้อย่าง พิธีกรรม ที่สาวรับใช้ต้องมีสัมพันธ์ทางเพศกับผู้มีอำนาจ เพื่อดำรงชีวิตรอดในสังคม


ทฤษฎีท้ายสุดที่เราสามารถสะท้อนความซับซ้อนชั้นเลิศของ เรื่องเล่าของสาวรับใช้ได้นั้น ก็คือทฤษฎีวิจารณ์ตามแนวชีวประวัติ และ ประวัติศาสตร์ เพราะงานเขียนเรื่อง เรื่องเล่าของสาวรับใช้ เป็นงานเขียนที่เฉพาะตัวอย่างมาก เป็นผลผลิตที่เกิดจากบริบททางสังคมของผู้เขียนและเหตุการ์ณต่างๆ


Margaret Atwood เกิดในปี 1939 ในช่วงคุกรุ่นของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นทำให้เธอได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอำนาจฉับพลัน การที่ระเบิดพังทลายสิ่งต่างๆได้ต่อหน้าต่อตา การพลิกเกมการรบของชาติมหาอำนาจทั่วโลก Atwood เติบโตผ่านทั้งสงครามโลก สงครามเย็น เธอรู้ดีว่ากฏเกณฑ์ต่างๆสามารถหายวับไปกับตาได้ภายในคืนเดียว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เร็วแค่ไหน ไม่มีพื้นที่สำหรับคำว่า “มันไม่มีทางเกิดขึ้นที่นี่หรอกน่า” ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ทุกที่ แล้วนับประสาอะไรกับอาณาจักรกิเลียดจะเกิดขึ้นที่สหรัฐ และHarvard มหาวิทยาลัยอุดมปัญญาชน จะกลายเป็นเพียงลานแขวนคอ


เทคนิคการเขียนของ Margaret Atwood คือเธอมักมุ่งความสำคัญไปตัวละคร การพัฒนาของตัวละคร เราเห็นได้ผ่านตัวออฟเฟรด ที่เธอค่อยปอกเปลือกชีวิตนเองออกมาเรื่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมร้อยกันออกมาเป็นตัวเธอ เหตุการณ์ก่อนกิเลียด การมีแม่เป็นผู้ประท้วง การที่เธอมีความรักเคยเป็นชู้ ส่งผลให้เธอเข้าใจมุมมองของผู้หญิงหลายคน เข้าใจการที่เราพยายามสร้างความเป็นมนุษย์ให้กับคนเลวร้ายที่เรารู้จัก (หน้า 214)


ทุกครั้งที่เขียน เธอจะเขียนไทมไลน์ชีวิตของตั้งแต่เกิดของตัวละคร ไว้คู่ขนานกับเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นบนโลกไว้ด้านบน เช่น หากตัวละครเกิดปี 1932 เขาเกิดในช่วงdepression หากเกิดในปี 1939 เขาเกิดในช่วง สงครามโลกครั้งที่สอง บางทีนั่นอาจส่งผลให้ตัวละครสูงได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่ เพราะกัมมันตรังสี ทุกอย่างที่เกิดกับตัวละครตอนเด็ก จะส่งผลถึงการเติบโตมาเป็นตัวละครในวันนี้ และนั่นเกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคนบนโลก มันขึ้นกับแค่ว่า คุณอยู่ไหนเท่านั้น เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ถ้าคุณเกิดวันนี้ที่ซีเรีย คุณจะต้องพบกับสภาพสังคมที่ย่ำแย่ ความวุ่นวาย ความสูญเสีย นั่นจะต้องส่งผลต่อการเติบโตของคุณ และตัวตนในวันข้างหน้า


หากมองในมุมของประวัติศาสตร์ มีหลายเหตุการณ์และบุคคลที่สามารถส่งผลถึงเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ อย่างแรก เรื่องเล่าของสาวรับใช้ เขียนในปี 1984 ในยุคที่Ronald Reagan และ Margaret Thatcher ได้สร้างการเคลื่อนไหวของการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม สั่นสะเทือนไปทั่วโลก เหมือนกับกิเลียดที่นำความอนุรักษ์นิยมรุนแรงที่สุดกลับมา


สถานการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นในหนังสือนั้น คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เชื่อมโยงได้อย่างเลี่ยงไม่พ้น ด้วยในฐานะที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและมีกลุ่มคนที่เชื่อมโยง ยกระดับจนกลายเป็นสถานการณ์ใหญ่ขึ้นข่าวทั่วโลก ในปีที่ผ่านมารวมถึงในปีนี้ โดยเฉพาะที่อินโดนีเซีย กระแสการเมืองแบบมุสลิมพรรคอนุรักษ์นิยมได้แสดงพลังให้เห็นหลังขับไล่ผู้ว่าการกรุงจาร์กาตาออกจากตำแหน่ง และกลุ่มพันธมิตรสายอนุรักษ์นิยมอาจส่งผลต่อทิศทางการเลือกตั้งในปีนี้


หลายตัวละครในเรื่องมีแรงบันดาลใจมาจาก บุคคลที่เคยมีตัวตนในโลกจริง อย่างเช่น Serena Joy ภริยาของท่านผู้บัญชาการ เธอเป็นผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มต่อต้านfeminism เธอต้องการให้ผู้หญิงกลับไปสู่บทบาทเดิม มุมมองส่วนใหญ่ของเธอ เหมือนกับ Anti Feminist Activist หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่ง อย่างPhyliss Schlafly ที่เป็นสตรีผู้เดินหน้าต่อต้านสิทธิสตรี และความเท่าเทียมทางเพศ


แก่นของเรื่องอย่างการผลิตลูกมาเป็นทรัพยากรให้กับรัฐ และการที่โลกให้ความสัมพันธ์กับการสืบพันธุ์เป็นสำคัญ ยังสามารถตีความได้ว่า ได้รับอิทธิพลมาจาก Romania’s Decree 770 ที่ตรากฏว่าการคุมกำเนิดและการทำแท้งเป็นความผิดทางกฏหมาย ต้นเหตุมาจาก ยอดการเกิดที่ตกต่ำลงในปี 1960


หากย้อนกลับมาดูที่ปัจจุบันนี้ ที่หนังสือ Feminist dystopian อย่างเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างมหาศาลจนติด10อันดับแรกหนังสือขายดีของโลก ก็เกิดขึ้นมาจากการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่สร้างกระแสไปทั่วโลกว่าอีกไม่นานเท่านั้นที่โลกของเราจะก้าวเข้าสู่ ดิสโทเปียอย่างในหนังสือ และนั่นไม่ใช่เพียงคำกล่าวลอยๆ เพราะว่า ณ ตอนนี้มีกฏหมาย ถึง 10 มาตรา ที่ราวกับว่าออกมาจาก เรื่องเล่าของสาวรับใช้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น การจำคุก 1 ปี หากอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน ใน Michigan และ 6 เดือนใน Mississippi และในบางรัฐอย่าง Alabama หรือ Georgia นั้นผิดกฏหมายที่จะซื้อsex toys เพราะว่าเพศสัมพันธ์นั้นเป็นเพียงเครื่องมือสืบพันธุ์เท่านั้น เหมือนกันกับพิธีการในเรื่องเล่าของสาวรับใช้ไม่มีผิด หรือ ใน 7 รัฐของสหรัฐ ที่มีการบังคับให้สิทธิคุ้มครองบุตร และภรรยากับผู้ข่มขืน ราวกับพวกเขาคือท่านผู้บัญชาการในหนังสือเลยทีเดียว เป็นต้น


กิเลียดได้ให้คำตอบกับสาเหตุของข้อบังคับการตั้งท้อง สาเหตุนั้นมาจากการมลพิษที่รุนแรงและอาหารที่ผ่านการตัดแต่งทางพันธุกรรม และในอาเซียนนี่เองที่อัตราการพัฒนาทางการเกษตรและการยอมรับอาหารตัดแต่งพันธุกรรมมีมากขึ้นทุกวัน อย่างเช่นใน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และเมียนมา ขณะที่บางประเทศยังไม่มีกฎหมายรองรับและยังเป็นเพียงการศึกษาวิจัยถึงความเป็นไปได้ในอนาคตเท่านั้น แต่อย่างฟิลิปปินส์ ก็ใช้จีเอ็มโอกว่า 16% หรือพื้นที่กว่า 5 ล้านไร่ ของการเกษตร เช่นเดียวกับเวียดนามได้ส่งเสริมทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอ 3.5 พันไร่ แม้ตอนอ่านคุณทราบได้ว่ามันไม่ได้เป็นเพียงแค่ propaganda ที่สร้างมาเป็นฉากในหนังสือ แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆในโลกของเรา เป็นปัญหาที่รอทางแก้ไขอยู่ในโลกทุกวันนี้ และใช่ ในหนังสือคือเรื่องราวของผลที่จะเกิดขึ้นหลังจากปัญหานี้


การบังคับให้ตั้งท้องแทน หรือ ประเด็นเรื่อง forced surrogacy เปรียบได้เป็นเหมือนประเด็นหลัก ของเรื่องนี้ ในเรื่องมีการพูดถึงการจัดตั้งองค์กรของรัฐกิลเลียด ที่ส่งผลให้เกิด “สาวรับใช้” ผู้มีหน้าที่เพียงแต่การอุ้มท้องให้กับเหล่าผู้การ


เรื่องราวเหล่านี้ก็เคยเกิดขึ้นจริงไม่นานมานี้เอง ในเดือนพฤษภาคม ปี 2017 ในเอเชียมีกลุ่มเด็กสาวที่ถูกบังคับให้รับหน้าที่อุ้มท้องแทน และได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงได้รับวัคซีนทุกชนิด เพื่อให้มั่นใจว่าแม่วัยรุ่นกลุ่มนี้จะให้กำเนิดทารกสุขภาพดีได้ เราเห็นว่ามีการกระทำเกิดในโลกเราจริงๆ และนี่ก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วนี้เอง และยังมีคนที่พร้อมยอมทำเรื่องแบบนี้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง หรือเพื่อปัจจัยอื่นๆจริง สิ่งเดียวที่เราต้องการเพื่อให้เรื่องราวแบบนี้แพร่หลายเป็นจริงได้ ก็เพียงแค่กฏหมาย หรือใครสักคนที่ลุกขึ้นมายึดอำนาจ อย่างเช่น รัฐกิเลียด...


Atwood เคยกล่าวว่าเธออยากเขียนมุมมองของผู้หญิง ในเรื่องราวดิสโทเปียบ้าง และแม้ George orwellจะเป็นพระเจ้าของเธอ หรือ 1984 และ Animal Farm จะเป็นพระคัมภีร์ของเธอ Atwood ต้องการพื้นที่ของผู้หญิงจริงๆในโลกดิสโทเปีย ที่ไม่ใช่เพียงตัวละครที่รักของพระเอก


ระหว่างการเขียนเรื่องเล่าของสาวรับใช้เธอมีกฏเพียงข้อเดียวก็คือ เธอจะไม่ใส่อะไรที่ไม่เป็นจริง ไม่เขียนอะไรก็ตามที่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือสร้างขึ้น ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ (แม้กระทั่งสีชุดแดงแบบพูริแทน) แม้จะเป็นฝันร้ายในประวัติศาสตร์ ก็จะถูกบันทึกซ้ำในหนังสือเล่มนี้ เธอจะไม่เขียนกิจกรรมในจินตนาการ กฏหมายปลอมๆ หรือการกระทำเพ้อเจ้อ เพียงเพื่อความสนุกสนาน เธอต้องการเสนอความเป็นจริง เรื่องเล่าของสาวรับใช้ เป็นหนังสือประเภท “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า....” แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้น มันเป็น “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วมันเกิดขึ้นอีกครั้งนึง แต่เพียงคนละที่เท่านั้น”


“ There is no ‘the future’ There is an infinite number of possible futures. Which one will actually become the future? It’s going to depend on how we behave now ”


ทุกเรื่องราวล้วนเกิดได้กับผู้หญิงทุกคน 3,767 ล้านคนทั่วโลก อย่าให้เส้นเวลาของความก้าวหน้าแห่งบทบาทผู้หญิง และมนุษยชาติ ต้องบิดกลับไปสู่รูปแบบเดียวกันกับในปฐมกาล





 
 
 

Comments


Post: Blog2_Post
bottom of page