top of page
Search

Ascend (to) the throne

  • Writer: AIM EI P.
    AIM EI P.
  • Jan 18, 2019
  • 2 min read

Updated: Jan 27, 2019

What will (exactly) happen in Thailand during 4-6 May.


พิธีบรมราชาภิเษก พรบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 พฤษภาคม 2493

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จสวรรคต ตามโบราณราชประเพณีของไทยแล้ว จะมี ๒ พิธีการเกิดขึ้น คือพิธีบรมราชาภิเษก และ พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ ทั้งพระองค์ใหม่ และพระองค์เดิม หลังจากพระองค์เดิมเสด็จสวรรคต ผู้ที่ได้รับการเลือกให้เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ จะคงใช้พระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" โดยไม่มีคำว่า “พระบาท” ขึ้นต้น คำสั่งของพระองค์ใหม่ก็จะยังไม่ใช่ พระบรมราชโองการ จนกว่าพระองค์จะทรงรับการบรมราชาภิเษก เพื่อจะได้ดำรงเป็นพระมหากษัตราธิราชเจ้าอย่างสมบูรณ์


พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นเป็นการทำสืบต่อกันมาอย่างยาวนานในแผ่นดินไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยรัตนโกสินทร์เริ่มต้นขึ้นใหม่ต้องการจะแต่งตั้งราชวงศ์ใหม่ แต่งตั้งราชวงศ์จักรีนั่นเอง โดยเริ่มจากการศึกษาประวัติศาสตร์เดิม สมัยอยุธยา โดยเมื่อครั้งเริ่มกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ได้มีการสืบประวัติศาสตร์จาก ธิดาของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เจ้าฟ้าหญิงพินทวดี ที่มีพระชนมายุยืนยาวมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ได้ถ่ายทอดประเพณีในราชสำนักมากมายให้กับราชสำนักรัตนโกสินทร์


ตัวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสะท้อนให้เห็นถึงพันธะสัญญาเรื่อง social contract หรือ สัญญาประชาคม กับคนทุกหมู่เหล่าในสังคม เสมือนเป็นพันธสัญญาเริ่มต้นของพระมหากษัตริย์ ส่วนประกอบต่างๆในพิธีนั้นสะท้อนความหมายที่แตกต่างกันออกไป อย่าง น้ำในพิธีอภิเษก ก็สะท้อนพันธสัญญาการปกครอง การประทับพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ สะท้อนนัยยะแห่งทศพิศราชธรรม เป็นการตั้งสัตยาธิษฐานว่าจะปกครองทุกทิศ รวมไปถึง การมีพิธีทางศาสนาที่แสดงให้เห็นความเป็นพุทธกษัตริย์


พิธีบรมราชาภิเษกนั้นกินเวลายาวนานถึง ๑ สัปดาห์ เพราะประกอบไปด้วยพิธีย่อยตามโบราณราชประเพณีหลากหลาย ทั้งพิธีทางศาสนา การเสด็จออกมหาสมาคม การเสด็จสีหบัญชร และเสด็จเลียบพระนครทางชลมารค และสถลมารค ในระยะเวลา ๑ สัปดาห์ของพระราชพิธี ประกอบไปด้วย


ช่วงเวลาการเตรียมการ เป็นการเตรียมข้าวของ สถานที่ การออกหมายกำหนดการ เตรียมน้ำที่ใช้ในพิธีอภิเษก ซึ่งคือน้ำจากปัญจมหานทีที่เป็นสัญลักษณ์ของการรวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียว เพื่ออภิเษกพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ โดยการเตรียมน้ำก็คือ การไปตักน้ำจาก สระยมนา สระเกษ สระแก้ว และสระคา ในแขวงเมืองสุพรรณบุรี เป็นสระที่ใช้สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ ทรงไปตักน้ำจากปัญจมหานทีที่อินเดียมาจริงๆเลย ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ยังนำน้ำจากแม่น้ำสายสำคัญอีก ๕ สาย หรือ “เบญจสุทธิคงคา” ซึ่งคือ แม่น้ำเพชรบุรี น้ำในแม่น้ำราชบุรี แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และ แม่น้ำบางประกง จะตักที่สถานที่เฉพาะเจาะจง และนำไปตั้งพิธีเสก ณ ปูชนียสถานสำคัญแห่งเมืองนั้น เมื่อเสร็จพิธีแล้วจึงจัดส่งเข้ามาทำพิธีการต่อที่พระนคร




ต่อมาในวันที่หนึ่ง เป็น พิธีทางศาสนา เป็นการเจริญพระพุทธมนตร์ ๓ วัน และ ตั้งน้ำวงด้ายสายสิญจน์ จุดเทียนชัยโดยพระสังฆราช แต่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ก็ได้ลดลงเหลือเจริญพุทธมนตร์เพียงวันเดียว ระหว่างพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นั้น ทางฝ่ายพราหมณ์จะมีการประกอบพิธีถวายใบสมิต  คือ  ถวายใบมะม่วง ใบทอง และใบตะขบ ให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปัดพระองค์ สื่อความหมายถึงการปัดเป่าผองภยันตรายทั้งปวงให้พ้นจากพระองค์ หลังจากนี้จะเข้าสู่ การพิธีบรมราชาภิเษก


พิธีบรมราชาภิเษก เริ่มในวันต่อไป เพื่อถึงเวลาฤกษ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่จะทรงสรงน้ำพระมูรธาภิเษก เจ้าพนักงานในพิธี ประโคมสังข์ แตร มโหระทึก หลังจากนั้นเสด็จไปพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับพระที่งนั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ เพื่อพิธีรับน้ำอภิเษก นั่งหมุนรับพรไปทั้ง ๘ ทิศ แต่ละทิศจะมี พระมหาราชครู พราหมณ์ ราชบัณฑิต ประธานสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสรัฐสภา และ ประธานวุฒิสภา ทูลถวายชัยมงคลในภาษาต่างๆ และถวายน้ำอภิเษกด้วยสังข์ หรือ เบญจคับ แตกต่างกันไป พิธีถวายน้ำนี้นี้มีนัยยะ เพื่ออัญเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อปกครองประชาชนในทิศทั้ง  ๘ และยังเป็นการแสดงถึงสัญญะแห่งการสร้างสิ่งที่บริสุทธิ์ หรือ purification อีกด้วย เพราะน้ำจากหลากหลายที่มาเป็นสัญลักษณ์แห่งการรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อที่จะอภิเษกพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่


ต่อมาเสด็จไป ประทับที่พระที่นั่งภัทรบิฐ ประทับบนแผ่นทองรูปราชสีห์ แต่ในรัชกาลที่ ๖ เพื่อรับการถวายสิริราชสมบัติ รับถวายพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย โดยมีการจารึกพระบรมปรมาภิไธย และตราพระราชลัญจกร และรับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ อันได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฏ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร วาลวีชนี และฉลองพระบาทเชิงงอน และ เครื่องราชูปโภคอื่นๆ สำหรับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์นั้นเป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อประดับยศแต่ไม่สามารถใช้จริงได้ แต่เครื่องราชอื่นๆมีบ้างที่สามารถใช้ได้จริง แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างเพื่อใช้จริง เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งความเป็นกษัติรย์เท่านั้นเพียงเท่านั้น ความสำคัญของการถวายเครื่องราชูปโภคคือเป็นสัญลักษณ์แสดงอิสสริยยศของกษัติรย์ เปรียบเสมือนที่มาแห่งพระราชอำนาจของความเป็นกษัตริย์ เพราะมีของที่สืบส่งต่อมายาวนาน เป็นการยืนยันถึงการสืบราชวงศ์อันยาวนาน และแสดงสิทธิธรรมทางการเมืองของพระองค์


เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์แล้ว จากนั้นจึงมีพระปฐมบรมราชโองการ ตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน จะทรงปฏิบัติพระราชกิจปกครองราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรม “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”


บ่ายวันนั้น จะเสด็จออกมหาสมาคม กับ เสนาบดี คณะรัฐมนตรี  ทูตานทูต  สมาชิกรัฐสภาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เข้าเฝ้า ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยและหลังจากที่ รัชกาลที่ ๗ ได้มีพระราชโองการน้อมรับพระราชพิธีแบบอังกฤษ อย่างการ สถาปนาสมเด็จพระราชินี มานั้น ก็ได้ทำสืบต่อกันเรื่อยมา เป็นการถวายยศให้เป็น สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี และเมื่อสถาปนาเสร็จ จึงเสด็จออกมหาสมาคมต่อ




วันต่อมา ในวันที่สาม เสด็จออกกระบวนราบใหญ่ ไปวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เริ่มขึ้นในรัชกาลที่ ๔ เพื่อไปถวายเครื่องราชสักการะ และประกาศพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภก โดยรับพิธีมาจากอังกฤษ ไม่ใช่โบราณราชประเพณีของไทย หลังจากนั้นเสด็จไปถวายบังคมพระบรมศพหรือพระบรมอัฐฐิของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อน


ในเย็นวันนั้น เริ่มทำพิธีตามโบราณราชประเพณีคือ พิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เปรียบเสมือนการขึ้นบ้านใหม่ ในเขตพระราชฐานชั้นใน ฝ่ายในทุกพระองค์จะใส่เสื้อผ้าพระราชทาน แต่งตัวเหมือนกันทั้งหมด ทุกคนจะถือของมงคลในการเฉลิมพระราชมณเฑียร อย่างเช่น อุ้มแมว อุ้มไก่ อุ้มฟัก ถือขันดอกพิกุลเงินและพิกุลทอง ถือดาบ เป็นต้น และในคืนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี  จะประทับแรมในพระบรมมหาราชวัง ที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน รุ่งเช้าจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ในวันที่สี่ เสด็จออกท้องพระโรงกลาง ให้คณะทูตานุทูต เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายชัยมงคล หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท เสด็จออกสีหบัญชร ให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ต่อจากนั้น เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพิธีเฉลิมพระนาม  สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์  สมเด็จพระสังฆราช และทรงตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ แล้วทรงสดับพระธรรมเทศนา เป็นอันจบวัน


ในวันสุดท้าย เย็นวันนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อ พิธีสถาปนาฐานันดรศักดิ์พระราชวงศ์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระนาม ให้อิสริยยศราชวงศ์ และแต่งตั้งขุนนาง แล้วทรงสดับพระธรรมเทศนา เป็นพระมงคลวิเศษเทศนา ประมวลหัวข้อธรรมของการเป็นพระมหากษัตริย์ หลังจากสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชถวายธรรมเทศนาเสร็จ จึงเป็นอันสิ้นสุดลงของ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก


หลังจากนั้นจะมีการเสด็จเลียบพระนคร เป็นการเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราสถลมารค และชลมารคเป็นการปรากฏตัวต่อหน้าคนระดับชั้นต่างๆขั้นสุดท้าย ก็คือปวงชนชาวไทย เพื่อประกาศสิทธิธรรมของพระมหากษัตริย์ไทย


ในแต่ละรัชกาล พิธีบรมราชาภิเษกจะแตกต่างกันออกไปตามพระบรมราชโองการของแต่ละพระองค์ แต่ยังคงแก่นเดิม ขั้นตอนพิธีสำคัญยังคงไว้ไม่เปลี่ยน ในรัชกาลที่ ๑ เป็นการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเต็มตามแบบแผนโบราณราชประเพณี และยังมีพระราชพิธีอุปราชาภิเษก แต่งตั้งตำแหน่งรัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์


ในรัชกาลที่ ๒ มีการแก้ไขเพิ่มเติมคือ ริเริ่มพระราชพิธีสักเลขขึ้นทะเบียนพล ในรัชกาลที่ ๔ มีการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในรัชกาลที่ ๖ มีการยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติแห่งละ 101 นัด จากที่เป็นเพียงการยิงสลุต 21 นัด นอกจากนี้ยังทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช และการเลี้ยงลูกขุนอีกด้วย ต่อมาในรัชกาลที่ ๙ ได้มีการย่นพิธีให้สั้นลง เพื่อเหมาะกับสภาพการณ์ในสมัยนั้น


โดยในปัจจุบัน สถาบันพระมหากษัตริยืไทยมีความใกล้ชิดกับพสกนิกรมากกว่าประเทศไหนๆในโลก ดังนั้น พระราชพิธีบรมราชาภิเษกจึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสะท้อนพันธสัญญากับพสกนิกรชาวไทยว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่เป็นธรรมราชา และจะครองแผ่นดินโดยธรรม และเพื่อให้โอกาสในการแสดงความนับถือจากประชาชน เป็นโบราณราชพิธีที่มีความสำคัญยิ่งในสังคมไทย นอกจากสร้างความมั่นคงศรัทธาให้กับพสกนิกรชาวไทยแล้ว ก็เป็นพิธีโบราณกาลที่สะท้อนรากฐานวัฒนธรรมสำคัญของพสกนิกรชาวไทย





 
 
 

Comments


Post: Blog2_Post
bottom of page